All-New Honda City 2020 เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว กับครั้งแรกในโลก เครื่องยนต์ 1.0 เทอร์โบ 122 แรงม้า

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ได้เปิดตัว ฮอนด้า ซิตี้ใหม่ ที่เป็นเจเนอเรชันที่ 5 ของ Honda City นับว่าเป็นครั้งแรกของโลกที่ประเทศไทย มีรถยนต์ซิตี้คาร์ที่มีขุมพลังเทอร์โบมาพร้อมเครื่องยนต์ 1.0 ลิตร VTEC TURBO 122 แรงม้า ให้แรงบิดสูงสุดถึง 173 นิวตัน-เมตร ซึ่งสิ่งที่ได้จะเป็นในเรื่องของสมรรถนะในการขับขี่ ที่เหนือกว่าเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร และมีแรงบิดเทียบเท่ากับเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร แต่ยังคงประหยัดน้ำมันสูงถึง 23.8 กิโลเมตร/ลิตร เทียบเท่ากับเครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร

All-New Honda City 2020 กล้าเปลี่ยนเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น

นับว่าเป็นครั้งแรกของ ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ รุ่น RS ที่จะเปลี่ยนมุมมองรถซิตี้คาร์ให้ดูสปอร์ตหรูหรามากกว่าที่เคย ที่มาพร้อมกับชุดแต่งสไตล์สปอร์ตแบบ RS รอบคัน โดดเด่นด้วยกระจังหน้าแบบ Gloss Black และสัญลักษณ์ RS กันชนหน้าและกระจังหน้าสไตล์สปอร์ต ไฟหน้าดีไซน์ใหม่แบบ LED พร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED ไฟตัดหมอกแบบ LED กระจกมองข้างสีดำแบบสปอร์ตพร้อมไฟเลี้ยวในตัว สปอยเลอร์หลังแบบ Gloss Black พร้อมสัญลักษณ์ RS และล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตขนาด 16 นิ้ว

ภายในห้องโดยสารเรียบหรูสะท้อนความสปอร์ตยิ่งขึ้นด้วยเบาะหนังกลับดีไซน์ใหม่ตกแต่งด้วยด้ายสีแดงอย่างโดดเด่นมีสไตล์ หน้าจอแสดงผลขนาด 8” สามารถดู google map ได้อย่างชัดเจน พิเศษกับ honda connect ที่สามารถสั่งงานผ่านแอพพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือได้ทันที หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ พร้อมมาตรวัดเรืองแสงสีแดง และดึงดูดทุกสายตาด้วยสีภายนอกใหม่ สีแดงอิกไนต์ (Ignite Red) เฉพาะรุ่น RS เท่านั้น

ขุมพลังเทอร์โบใหม่ ในเครื่องยนต์ 1.0 ลิตร DOHC VTEC TURBO แบบ 3 สูบ  12 วาล์ว มาพร้อม Turbo Charger ที่อัดอากาศเข้าสู่ห้องเผาไหม้ของเครื่องยนต์ได้เร็วยิ่งขึ้น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้ได้อย่างรวดเร็ว ให้กำลังสูงสุดอยู่ที่ 122 แรงม้า หรือ 5,500 รอบต่อนาที ตอบสนองได้ทันใจด้วยแรงบิดสูงสุด 173 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000 – 4,500 รอบต่อนาที ให้สมรรถนะการขับขี่ที่เหนือกว่าเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร (เมื่อเทียบกับรุ่นเดิมของ ฮอนด้า ซิตี้) และแรงบิดเทียบเท่าเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร ผสานการทำงานกับระบบเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่อง (CVT) ให้อัตราเร่งและอัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยมสูงถึง 23.8 กิโลเมตร/ลิตร ตอบสนองทุกการขับขี่ด้วยระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัยแบบ 7 สปีด โดยเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานไอเสียยูโร 5 (EURO 5)  ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ 99 กรัม/กิโลเมตร และสามารถรองรับน้ำมัน E20 ได้อีกด้วย

เทคโนโลยีความปลอดภัยอันล้ำสมัย ด้วยโครงสร้างตัวถังนิรภัย G-Force Control หรือ G-CON ปกป้องห้องโดยสารจากการชนรอบทิศทางด้วยถุงลมมากถึง 6 ตำแหน่ง มีระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) พร้อมระบบกระจายแรงเบรก (EBD) ระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง (Vehicle Stability Assist – VSA) ระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน (Hill Start Assist – HSA) และกล้อง ส่องภาพด้านหลังที่สามารถปรับมุมมองได้ถึง 3 ระดับ (Multi-angle Rearview Camera)

ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ มีมาให้เลือกทั้งหมด 4 รุ่น ได้แก่

1.0 Turbo S ราคา 579,500 บาท


1.0 Turbo V ราคา 609,000 บาท


1.0 Turbo SV ราคา 665,000 บาท


– 1.0 Turbo RS ราคา 739,000 บาท

เครื่อยนต์เบนซิน 1.0 ลิตร Vtec เทอร์โบ ให้กำลัง 122 แรงม้า แรงบิด 173 Nm มีให้เลือกเฉพาะเกียร์อัตโนมติ CVT (ไม่มีเกียร์ธรรมดา)

มีสีให้เลือกทั้งหมด 6 สี ได้แก่

-สีใหม่ สีแดงอิกไนต์ (เมทัลลิก) เฉพาะรุ่น RS

-สีขาวแพลทินัม (มุก) เฉพาะรุ่น RS และรุ่น SV

-สีดำคริสตัล (มุก) สีเงินลูนาร์ (เมทัลลิก) สีเทาโมเดิร์นสตีล (เมทัลลิก) และสีขาวทาฟเฟต้า เฉพาะรุ่น V และรุ่น S

ลูกค้าท่านใดที่สนใจสามารถสัมผัส ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ ได้ที่บูทฮอนด้า (A14) ในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 36 (The 36th Thailand International Motor Expo 2019) ตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2562
ณ อาคารชาเลนเจอร์ฮอลล์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี และพบกับ ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ ได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไป ทั้งนี้ สามารถสอบถามข้อมูลจากที่ปรึกษาการขายได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง โทร 0 2341 7777 หรืออ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.honda.co.th/city โดยสามารถลงทะเบียนเพื่อทดลองขับผ่าน www.honda.co.th/testdrive

baaitz

Next Post

วิธีสังเกต แบตเตอรี่เสื่อม ทำอย่างไร

Thu Nov 28 , 2019
ในปัจจุบันแล้วนั้น โทรศัพท์มือถือ แท็ยเบ็ต หรือสมาร์ทโฟน ส่วนใหญ่จะใช้เป็น Lithium Ion กันมากขึ้นแล้ว โดยปกติแล้วนั้นแบตเตอรี่ในชนิดนี้ จะมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2-3 ปี หลังจากนั้นจึงจะเริ่มเสื่อมสภาพไปตามการใช้งาน เมื่อเสื่อมสภาพแล้ว ยังทรใช้งานต่อไปเรื่อยๆ แล้ว ก็อาจจะทำให้เครื่องร้อนจนผิดปกติ จนอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุรุนแรงได้ เช่น แบตเตอรี่ระเบิด เป็นต้น โพสต์อื่นๆ:รีบดูด่วนๆ เพลงใหม่ Selena Gomez ที่สร้าง MV ด้วย iPhone 11 Pro (มีคลิป)มาแล้ว! Apple TV+ เปิดให้บริการในไทยแล้ว ราคาเริ่มต้น 99 บาท/เดือนรีวิว 6 อันดับ แอพหาคู่มันดีนะแก!! แนะนำแอพพลิเคชั่น NeuralCam ให้ iPhone รุ่นเก่าถ่าย Nigh mode ได้สบายๆApple ปล่อยระบบปฏิบัติการ […]